Home Blog

ลุ้นมันข้ามปี โปรแกรมพรีเมียร์ลีก นัดที่ 19 บิ๊กทีมลงครบ

0

ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2025/26 เดินทางเข้าสู่ช่วงครึ่งฤดูกาลอย่างเป็นทางการ กับการแข่งขัน นัดที่ 19 ซึ่งเป็นโปรแกรมต่อเนื่องส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2026 โดยจะลงสนามกันครบทั้ง 10 คู่ ตามธรรมเนียมของลีก

ไฮไลท์ของสัปดาห์นี้อยู่ที่เกมบิ๊กแมตช์ระหว่าง อาร์เซน่อล จ่าฝูงของตาราง ที่ต้องเปิดบ้านรับมือ แอสตัน วิลล่า ทีมอันดับ 3 ซึ่งอาจส่งผลต่อการลุ้นแชมป์โดยตรง ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งกำลังทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่ง จะพบกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน ทีมในโซนท้ายตาราง

ส่วนโปรแกรมข้ามปีในคืนวันที่ 1 มกราคม ลิเวอร์พูล แชมป์เก่า มีคิวเปิดสนามแอนฟิลด์รับการมาเยือนของ ลีดส์ ยูไนเต็ด ขณะที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต้องบุกไปเยือนซันเดอร์แลนด์ และท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ มีเกมเยือนเบรนท์ฟอร์ด


โปรแกรมพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025/26

นัดที่ 19

ดึกคืนวันอังคารที่ 30 ธันวาคม 2568

(เช้าวันพุธที่ 31 ธันวาคม)

  • 02.30 น. เบิร์นลี่ย์ พบ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด
  • 02.30 น. เชลซี พบ บอร์นมัธ
  • 02.30 น. น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ พบ เอฟเวอร์ตัน
  • 02.30 น. เวสต์แฮม ยูไนเต็ด พบ ไบรท์ตัน
  • 03.15 น. อาร์เซน่อล พบ แอสตัน วิลล่า
  • 03.15 น. แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบ วูล์ฟแฮมป์ตัน

ดึกคืนวันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม 2569

(เช้าวันศุกร์ที่ 2 มกราคม)

  • 00.30 น. คริสตัล พาเลซ พบ ฟูแล่ม
  • 00.30 น. ลิเวอร์พูล พบ ลีดส์ ยูไนเต็ด
  • 03.00 น. เบรนท์ฟอร์ด พบ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์
  • 03.00 น. ซันเดอร์แลนด์ พบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

กราเฟนแบร์กอธิบายเหตุผลยิงได้ต่อเนื่องหลังเล่นกับโจนส์

0

ไรอัน กราเฟนแบร์ก มิดฟิลด์ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ เปิดเผยถึงการจับคู่ในแดนกลางกับ เคอร์ติส โจนส์ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของลิเวอร์พูลในช่วงหลัง พร้อมยอมรับว่าการเล่นร่วมกันช่วยเปิดพื้นที่และทำให้เขามีโอกาสเติมขึ้นไปทำประตูได้มากขึ้น

แข้งวัย 23 ปี เป็นผู้ทำประตูในเกมที่ลิเวอร์พูลเปิดบ้านเฉือนเอาชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน 2-1 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา นับเป็นประตูที่ 4 ของเขาในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากซีซั่นก่อน ที่เจ้าตัวยังไม่สามารถยิงประตูได้เลย แม้ทีมจะคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 20 ก็ตาม

หลังจากฤดูกาลก่อน กราเฟนแบร์กทำหน้าที่ในแดนกลางร่วมกับ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ เป็นหลัก แต่ใน 4 นัดหลังสุดของพรีเมียร์ลีก เขาถูกขยับมายืนเป็นมิดฟิลด์ตัวรับคู่กับ เคอร์ติส โจนส์ และผลลัพธ์คือ ลิเวอร์พูลกลับมาทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่ง จนขยับขึ้นสู่พื้นที่ท็อปโฟร์ของตาราง

กราเฟนแบร์ก อธิบายถึงความลงตัวในการเล่นร่วมกับเพื่อนร่วมทีมรายนี้ว่า
“ผมรู้ดีว่าเคอร์ติสชอบพาบอลขึ้นมาจากแดนหลัง เขาเล่นได้คล่องมาก และแทบไม่เสียบอลเลย”

“การได้เล่นกับเขาทำให้ผมรู้สึกสบายใจมากขึ้น ผมสามารถเติมเกมรุกหรือพาบอลขึ้นไปข้างหน้าได้โดยไม่ต้องกังวลมากเกินไป”

สำหรับจังหวะทำประตูในเกมดังกล่าว มิดฟิลด์ชาวดัตช์ยอมรับว่าเป็นจังหวะที่ทุกอย่างลงตัว
“ทุกครั้งที่ยิงประตูได้ มันเป็นความรู้สึกที่ดีมาก ลูกนั้นเป็นการผ่านบอลที่ยอดเยี่ยมจากเจเรมี่ (ฟริมปง) ผมเห็นช่องว่างทางด้านขวาของผู้รักษาประตู และตัดสินใจยิงทันที”

การเปลี่ยนบทบาทในแดนกลางของกราเฟนแบร์ก สะท้อนให้เห็นถึงการปรับแท็กติกของลิเวอร์พูลที่เริ่มได้ผล โดยเฉพาะความสมดุลระหว่างเกมรับและเกมรุก ซึ่งช่วยให้มิดฟิลด์มีอิสระในการเติมขึ้นไปสร้างความอันตรายในพื้นที่สุดท้าย

สำหรับโปรแกรมถัดไป ลิเวอร์พูลมีคิวเปิดสนามแอนฟิลด์ ต้อนรับการมาเยือนของ ลีดส์ ยูไนเต็ด ในคืนวันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม 2568 ซึ่งต้องจับตาดูว่า คู่มิดฟิลด์ กราเฟนแบร์ก–โจนส์ จะยังคงได้รับโอกาสลงสนามร่วมกันต่อไปหรือไม่

วันนี้ที่รอคอย เวียตซ์ปลดล็อกประตูแรกกับลิเวอร์พูล

0

ฟลอเรียน เวียตซ์ มิดฟิลด์ทีมชาติเยอรมนี เปิดเผยความรู้สึกหลังทำประตูแรกในสีเสื้อลิเวอร์พูลได้สำเร็จ ซึ่งเป็นประตูสำคัญช่วยให้ “หงส์แดง” เปิดบ้านเฉือนเอาชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน 2-1 ในศึกพรีเมียร์ลีก ที่สนามแอนฟิลด์

แข้งวัย 22 ปี ให้สัมภาษณ์หลังเกมว่า การได้ปลดล็อกประตูแรกต่อหน้าแฟนบอลในสนาม เป็นช่วงเวลาที่พิเศษอย่างมากสำหรับเขา

“มันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ ได้อยู่ในสนามท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้ ผมมีความสุขมาก และยังรู้สึกแบบนั้นอยู่ ผมชอบทุกอย่างที่นี่” เวียตซ์ กล่าว

เจ้าตัวยอมรับว่า แม้จะเชื่อมั่นอยู่แล้วว่าสักวันหนึ่งต้องทำประตูได้ แต่ก็หวังว่าจะเริ่มมีส่วนร่วมกับสกอร์ให้ทีมได้เร็วกว่าเดิม
“ผมมั่นใจมาตลอดว่าประตูจะต้องมาแน่นอน แน่นอนว่าผมอยากเริ่มทำทั้งประตูและแอสซิสต์ให้ทีมตั้งแต่เนิ่น ๆ แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ ผมยอมรับมัน และผมรู้ว่าสุดท้ายมันจะเกิดขึ้น”

เมื่อพูดถึงภาพรวมของเกม เวียตซ์มองว่า ลิเวอร์พูลทำผลงานได้ดีในช่วงต้น แต่ยอมรับว่ายังมีจุดที่ต้องแก้ไข
“ครึ่งแรกเราทำได้ยอดเยี่ยม ทุกคนทุ่มเทเต็มที่ แต่ในช่วง 25 นาทีสุดท้ายของครึ่งหลัง เรากลับดูเหนื่อยเกินไป ผมอธิบายไม่ได้ว่าทำไม แต่เราต้องกลับไปคุยและแก้ไขกันในการฝึกซ้อม”

มิดฟิลด์ชาวเยอรมัน ยังกล่าวถึงการปรับตัวในพรีเมียร์ลีก ซึ่งเขายอมรับว่าเป็นลีกที่ท้าทายที่สุด
“ผมรู้ดีว่านี่คือลีกที่ยากที่สุดในโลก ผมต้องปรับตัวกับเรื่องพละกำลังและผู้เล่นรอบตัวในแดนกลางให้ได้”

อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวรู้สึกว่าพัฒนาการของตัวเองกำลังไปในทิศทางที่ดี
“ทุกเกมที่ผมได้ลงเล่น ผมรู้สึกดีขึ้นเรื่อย ๆ และผมอยากรักษาความรู้สึกแบบนี้ต่อไป”

เมื่อถูกถามถึงผลงานของทีมที่ไม่แพ้ใคร 6 นัดติดต่อกัน เวียตซ์ย้ำถึงเป้าหมายของลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้
“นี่คือสิ่งที่เราต้องการ เราอยากอยู่ในพื้นที่บนของตาราง การออกสตาร์ตฤดูกาลไม่ง่าย แต่ช่วงหลังเราทำได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ และเราพยายามจะชนะทุกเกม”

อนาคตซูเปอร์สตาร์หงส์แดง ลิเวอร์พูลเจรจาซาล่าห์ก่อนปีใหม่

0

ลิเวอร์พูล เตรียมเดินหน้าเคลียร์อนาคตของ โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ แนวรุกตัวหลักของทีม ก่อนที่ตลาดซื้อขายนักเตะรอบสองในเดือนมกราคมจะเปิดฉากขึ้น ท่ามกลางกระแสความสนใจจากสโมสรในซาอุดี โปร ลีก ที่ยังคงจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

รายงานจาก เดลี่ เมล ระบุว่า ริชาร์ด ฮิวจ์ส ผู้อำนวยการกีฬาของลิเวอร์พูล ได้เริ่มต้นการพูดคุยกับ รามี่ อับบาส เอเย่นต์ส่วนตัวของซาล่าห์ ระหว่างช่วงที่ดาวเตะวัย 33 ปี กำลังรับใช้ทีมชาติอียิปต์ ในศึกแอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ 2025 ที่ประเทศโมร็อกโก

การเจรจาดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อประเมินสถานการณ์โดยรวมของซาล่าห์ รวมถึงทิศทางในอนาคต หลังเจ้าตัวตกเป็นข่าวเชื่อมโยงกับหลายสโมสรในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งแสดงความสนใจอย่างจริงจังในการดึงตัวไปร่วมทีม

รายงานเพิ่มเติมระบุว่า ลิเวอร์พูลต้องการพบและพูดคุยกับเอเย่นต์ของซาล่าห์แบบตรงไปตรงมา เพื่อรับทราบจุดยืนของนักเตะ ว่ายังคงต้องการค้าแข้งในถิ่นแอนฟิลด์ต่อไปหรือไม่ โดยก่อนหน้านี้ โอมาร์ มุกฮาร์เบล ซีอีโอของซาอุดี โปร ลีก เคยออกมายืนยันด้วยตัวเองว่า มีหลายสโมสรจากลีกซาอุฯ ที่ต้องการคว้าตัวซาล่าห์ไปร่วมทีม และพร้อมเดินหน้าอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ล่าสุดอาจส่งผลต่อทิศทางของดีลนี้ หลังจาก อเล็กซานเดอร์ อิซัค กองหน้าค่าตัวสูงของลิเวอร์พูล ได้รับบาดเจ็บและคาดว่าจะต้องพักรักษาตัวไม่น้อยกว่า 2 เดือน ซึ่งอาจทำให้สโมสรไม่พร้อมปล่อยแนวรุกคนสำคัญออกจากทีมในช่วงกลางฤดูกาล

จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่า ซาล่าห์จะยังคงอยู่กับลิเวอร์พูลอย่างน้อยจนจบฤดูกาลนี้ ขณะที่การตัดสินใจระยะยาว อาจต้องรอการเจรจาที่ชัดเจนมากขึ้นหลังจบฤดูกาล และเมื่อทุกฝ่ายเห็นภาพตรงกันมากขึ้น

โอนาน่าเปิดใจ ชีวิตใหม่ในตุรกีทำให้ยิ้มได้อีกครั้ง

0

อ็องเดร โอนาน่า ผู้รักษาประตูทีมชาติแคเมรูน เปิดใจถึงช่วงเวลาที่มีความสุขอย่างแท้จริง หลังย้ายออกจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาค้าแข้งกับ แทร็บซอนสปอร์ สโมสรดังของตุรกี โดยยอมรับว่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขา สโมสร และแฟนบอล กำลังแน่นแฟ้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายด่านวัย 28 ปี ซึ่งย้ายมาร่วมทีมแทร็บซอนสปอร์ด้วยสัญญายืมตัว ได้เผยความรู้สึกผ่านช่อง YouTube อย่างเป็นทางการของสโมสร ในรายการ “หนึ่งวันในชีวิตของอ็องเดร โอนาน่า” โดยยอมรับตรงไปตรงมาว่า นี่คือช่วงเวลาที่ยากจะอธิบาย หากไม่ได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง

“ผมมีความสุขมากจริง ๆ เชื่อผมเถอะ ผมกำลังสนุกกับทุกอย่าง ผมไม่มีอะไรจะบ่นเลย ผมมีความสุขที่ได้อยู่ที่นี่” โอนาน่า กล่าว

อดีตมือกาวแมนฯ ยูไนเต็ด ยังเล่าถึงความใกล้ชิดกับแฟนบอลแทร็บซอนสปอร์ ซึ่งแสดงออกถึงความรักและความหลงใหลต่อสโมสรอย่างชัดเจน แม้ในชีวิตประจำวัน

“บางครั้งผมกำลังขับรถอยู่ แล้วมีรถอีกคันขับมาขวาง บอกว่า ‘โอนาน่า ขอถ่ายรูปหน่อย’ ตอนแรกผมก็คิดว่าเราน่าจะทำแบบนี้กันด้วยวิธีอื่นไหม แต่เมื่อเห็นว่าพวกเขาดีใจ ผมก็รู้สึกดีไปด้วย”

โอนาน่ายอมรับว่า ช่วงแรกของการปรับตัวไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาเริ่มเข้าใจวัฒนธรรมและความรู้สึกของผู้คนในเมืองนี้มากขึ้น

“ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว พวกเขาคือคนของผม ผมรักพวกเขา และผมรักความรู้สึกแบบนี้ พวกเขามีแพสชันสูงมาก มันเป็นสิ่งที่วิเศษ และคุณจะไม่มีทางเข้าใจ ถ้าคุณไม่ได้มาอยู่ที่นี่จริง ๆ”

นายทวารทีมชาติแคเมรูน ยังทิ้งท้ายว่า ช่วงเวลาที่แทร็บซอนสปอร์คือประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับเขา ทั้งในแง่ฟุตบอลและวิถีชีวิต
“มันคือชีวิตที่แตกต่างออกไป และมันยอดเยี่ยม เหลือเชื่อ และวิเศษมากสำหรับผม”

สำหรับผลงานในสนาม โอนาน่าลงเฝ้าเสาให้แทร็บซอนสปอร์ไปแล้ว 13 นัด เก็บได้ 3 คลีนชีต เสีย 19 ประตู และมีส่วนช่วยให้ทีมรั้งอันดับ 3 ของตารางในปัจจุบัน พร้อมกับเปิดใจว่า เขาไม่ปิดโอกาสในการอยู่กับสโมสรแห่งนี้ต่อไป หลังหมดสัญญายืมตัวจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ฟานเดอเฟ่น ส่งสารขอโทษ อิซัค หลังจังหวะปะทะทำแข้งหงส์ขาหัก

0

มิกกี้ ฟาน เดอ เฟ่น ปราการหลังท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ออกมาแสดงความรับผิดชอบและขอโทษไปยัง อเล็กซานเดอร์ อิซัค หลังจากจังหวะเข้าปะทะในเกมพรีเมียร์ลีก ซึ่งส่งผลให้แนวรุกลิเวอร์พูลได้รับบาดเจ็บรุนแรงถึงขั้นกระดูกขาหัก และต้องพักรักษาตัวเป็นเวลาหลายเดือน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเกมที่ลิเวอร์พูลเปิดบ้านเอาชนะสเปอร์ส 2-1 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยอิซัคได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้าซ้ายและกระดูกน่องแตก ในจังหวะยิงประตูขึ้นนำ ก่อนที่ฟาน เดอ เฟ่นจะพุ่งเข้ามาบล็อกลูกยิงจากด้านข้าง

หลังเกม กองหลังทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ให้สัมภาษณ์กับ Sky Sports ยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงอุบัติเหตุ และไม่มีเจตนาจะทำร้ายคู่แข่งแต่อย่างใด

“ผมได้ส่งข้อความไปหาเขาแล้ว เพราะผมไม่เคยมีความคิดจะทำร้ายเขา หรืออยากเห็นใครได้รับบาดเจ็บ” ฟาน เดอ เฟ่น กล่าว
“ผมแค่พยายามบล็อกลูกยิงเท่านั้น มันเป็นจังหวะที่โชคร้าย เท้าของเขาเข้ามาอยู่ตรงระหว่างขาของผมพอดี”

แนวรับสเปอร์สยังเผยเพิ่มเติมว่า ได้อวยพรให้อิซัคฟื้นตัวโดยเร็ว และหวังว่าจะได้กลับมาลงสนามเผชิญหน้ากันอีกครั้งในอนาคตอันใกล้
“ผมบอกเขาให้โชคดีกับการรักษา และหวังว่าเราจะได้เจอกันในสนามอีกครั้ง เขาซาบซึ้งกับข้อความนั้น และส่งข้อความตอบกลับมาหาผม”

อาการบาดเจ็บของอิซัคถือเป็นข่าวร้ายสำหรับลิเวอร์พูล เนื่องจากเจ้าตัวต้องพักยาวหลายเดือน ขณะที่เหตุการณ์ดังกล่าวยังคงถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกโซเชียล ถึงความรุนแรงของเกมและเส้นบาง ๆ ระหว่างการเข้าสกัดตามแท็กติกกับอุบัติเหตุที่ไม่มีใครตั้งใจให้เกิดขึ้น

แมนยูสะเทือน? บรูโน่อาจชวดช่วยแมนยูถึง 6 นัดติด

0

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจต้องเผชิญปัญหาใหญ่ในช่วงโปรแกรมแน่น หลังมีรายงานว่า บรูโน่ แฟร์นันเดส กัปตันทีมคนสำคัญ มีโอกาสต้องพักรักษาอาการบาดเจ็บยาว และอาจพลาดการลงสนามมากถึง 6 นัดติดต่อกัน

มิดฟิลด์ทีมชาติโปรตุเกสวัย 31 ปี ซึ่งลงเล่นเป็นตัวจริงครบทุกเกมให้กับ “ปีศาจแดง” ในฤดูกาลนี้ ได้รับบาดเจ็บบริเวณกล้ามเนื้อในช่วงท้ายครึ่งแรกของเกมพรีเมียร์ลีก นัดที่แมนฯ ยูไนเต็ด บุกไปแพ้ แอสตัน วิลล่า 1-2 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก่อนจะถูกเปลี่ยนตัวออกในช่วงพักครึ่งทันที

จากอาการบาดเจ็บดังกล่าว ทำให้ รูเบน อโมริม ตัดสินใจไม่เสี่ยงใช้งานบรูโน่ โดยตัดชื่อออกจากทีมในเกมถัดไปที่จะเปิดบ้านพบกับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในช่วงบ็อกซิ่งเดย์

รายงานจาก เดอะ ซัน ระบุว่า ภายในสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังจับตาอาการของดาวเตะรายนี้อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลว่าอาการบาดเจ็บอาจรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้ในเบื้องต้น และมีโอกาสต้องพักยาวหลายสัปดาห์

หากสถานการณ์เป็นไปตามที่คาด บรูโน่อาจไม่ได้มีส่วนร่วมในเกมสำคัญอีกหลายแมตช์ ไม่ว่าจะเป็นการพบกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน, ลีดส์ ยูไนเต็ด, เบิร์นลีย์, ไบรท์ตัน รวมถึงเกมบิ๊กแมตช์กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งรวมแล้วอาจสูงถึง 6 เกม ที่แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องลงสนามโดยไม่มีผู้นำในแดนกลาง

การขาดหายไปของบรูโน่ ถือเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับอโมริม เนื่องจากเจ้าตัวไม่เพียงเป็นตัวขับเคลื่อนเกมรุก แต่ยังเป็นศูนย์กลางด้านแท็กติกและความเป็นผู้นำในทีมชุดปัจจุบัน ซึ่งต้องจับตาดูว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะปรับระบบและแก้ปัญหาอย่างไร หากต้องเดินหน้าลุยช่วงโปรแกรมหนักโดยไม่มีแข้งคนสำคัญรายนี้

Boxing Day โฉมใหม่ พรีเมียร์ลีกกระจายแข่ง 3 วัน

0

ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2025/26 เตรียมสร้างความแปลกใหม่ให้แฟนบอล หลังมีการปรับรูปแบบการแข่งขันในช่วง บ็อกซิ่งเดย์ (Boxing Day) เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 42 ปี โดยจะไม่จัดโปรแกรมลงสนามครบทุกคู่ในวันเดียวเหมือนธรรมเนียมที่ผ่านมา

การแข่งขันนัดที่ 18 ซึ่งตรงกับวันที่ 26 ธันวาคม 2025 หรือวันบ็อกซิ่งเดย์ จะมีการลงเตะเพียง 1 คู่เท่านั้น นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนับตั้งแต่ปี 1982 เป็นต้นมา โดยคู่เปิดฉากคือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่จะลงสนามก่อนใคร เปิดรังโอลด์ แทรฟฟอร์ด รับการมาเยือนของ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด

ส่วนอีก 7 คู่ที่เหลือ ถูกกระจายไปแข่งขันในวันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม ซึ่งมีบรรดาทีมใหญ่ของลีกลงสนามครบ ไม่ว่าจะเป็น แมนเชสเตอร์ ซิตี้, อาร์เซน่อล, เชลซี และ ลิเวอร์พูล ขณะที่วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม จะปิดท้ายด้วยอีก 2 คู่ โดยหนึ่งในนั้นคือเกม ลอนดอน ดาร์บี้แมตช์ ระหว่าง คริสตัล พาเลซ กับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์

การปรับโปรแกรมในลักษณะนี้ ถูกมองว่าเป็นความพยายามของพรีเมียร์ลีกในการลดภาระนักเตะช่วงโปรแกรมถี่ในเทศกาลคริสต์มาส พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับตารางการแข่งขัน ซึ่งอาจกลายเป็นต้นแบบใหม่ของบ็อกซิ่งเดย์ในอนาคต


โปรแกรมพรีเมียร์ลีก บ็อกซิ่งเดย์ (Boxing Day)

นัดที่ 18 ฤดูกาล 2025/26

คืนวันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม 2025

  • 03.00 น. แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด

วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม 2025

  • 19.30 น. ฟอเรสต์ พบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้
  • 22.00 น. อาร์เซน่อล พบ ไบรท์ตัน
  • 22.00 น. เบรนท์ฟอร์ด พบ บอร์นมัธ
  • 22.00 น. เบิร์นลี่ย์ พบ เอฟเวอร์ตัน
  • 22.00 น. ลิเวอร์พูล พบ วูล์ฟแฮมป์ตัน
  • 00.30 น. เวสต์แฮม ยูไนเต็ด พบ ฟูแล่ม
  • 00.30 น. เชลซี พบ แอสตัน วิลล่า

วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม 2025

  • 21.00 น. ซันเดอร์แลนด์ พบ ลีดส์ ยูไนเต็ด
  • 23.30 น. คริสตัล พาเลซ พบ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์

ยิงอุกอาจกลางวันแสก ๆ อดีตกองหลังเอกวาดอร์เสียชีวิต

0

วงการฟุตบอลเอกวาดอร์ต้องเผชิญข่าวเศร้า หลัง มาริโอ ปิเนด้า อดีตกองหลังทีมชาติเอกวาดอร์ ซึ่งเคยติดทีมชาติชุดลุยศึกโกปา อเมริกา 2 ครั้ง ถูกยิงเสียชีวิตจากเหตุรุนแรงในเมืองกัวยากิล

รายงานจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยคนร้าย 2 รายขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาก่อเหตุ และเปิดฉากยิงใส่ปิเนด้า บริเวณหน้าร้านค้าแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของเมืองกัวยากิล ส่งผลให้เขาเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ แม่ของปิเนด้าและหญิงอีกหนึ่งรายได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เดียวกัน

กระทรวงมหาดไทยของเอกวาดอร์ยืนยันว่า ได้ส่งหน่วยตำรวจพิเศษลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบคดีดังกล่าว โดยเมืองกัวยากิลในช่วงหลังกลายเป็นพื้นที่ที่เผชิญกับปัญหาความรุนแรงจากแก๊งอาชญากรรมและเครือข่ายค้ายาเสพติดอย่างหนัก มีรายงานคดีฆาตกรรมสูงถึงราว 1,900 คดีในช่วงเดือนมกราคมถึงกันยายน ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดของประเทศ

ก่อนหน้านี้ วงการฟุตบอลเอกวาดอร์เคยได้รับผลกระทบจากเหตุรุนแรงมาแล้ว เมื่อมีนักฟุตบอลจากลีกรอง 3 รายถูกสังหารในเดือนกันยายน และมีนักเตะระดับท้องถิ่นอีก 1 รายได้รับบาดเจ็บจากเหตุยิงกันในเดือนตุลาคม

สำหรับเส้นทางทีมชาติ ปิเนด้าลงเล่นให้เอกวาดอร์ทั้งหมด 9 นัด ระหว่างปี 2014-2021 และเป็นหนึ่งในขุนพล 23 คน ชุดลุยศึกโกปา อเมริกา ในปี 2015 และ 2017 โดยเกมสุดท้ายในนามทีมชาติของเขา คือแมตช์รอบแบ่งกลุ่มที่เอกวาดอร์พบกับบราซิล ในศึกโกปา อเมริกา ปี 2021

ในระดับสโมสร ปิเนด้าเริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับ อินเดเพียเดนเต้ เดล วาเย ก่อนย้ายไปเล่นให้กับ บาร์เซโลน่า สปอร์ติ้ง คลับ สโมสรดังของเมืองกัวยากิลในปี 2016 นอกจากนี้ ยังเคยถูกปล่อยยืมตัวไปค้าแข้งกับ ฟลูมิเนนเซ่ และ เอล นาซิโอนัล อีกด้วย

หลังข่าวการเสียชีวิตถูกเผยแพร่ออกมา หลายสโมสรออกมาแสดงความอาลัย โดยอินเดเพียเดนเต้ เดล วาเย และฟลูมิเนนเซ่ ได้โพสต์ข้อความไว้อาลัยผ่านโซเชียลมีเดีย ขณะที่บาร์เซโลน่า สปอร์ติ้ง คลับ ระบุว่า
“ข่าวร้ายนี้สร้างความโศกเศร้าอย่างยิ่งให้กับทุกคนที่เป็นส่วนหนึ่งของสโมสร”

ด้านสมาคมฟุตบอลเอกวาดอร์ ออกแถลงการณ์ประณามเหตุการณ์ความรุนแรง พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของมาริโอ ปิเนด้า และย้ำจุดยืนในการต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นในสังคม

บทสุดท้ายกำลังเริ่ม? วิเคราะห์มรดกฟุตบอลของเป๊ป

0

สัญญาณบางอย่างกำลังบอกเราว่า บทหนึ่งของประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกอาจใกล้ถึงตอนจบ
และตัวเอกของเรื่องนั้นคือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้

ย้อนกลับไปเมื่อต้นปี 2017 ช่วงที่กุนซือชาวสเปนเพิ่งเข้ามาคุมทีมได้ไม่ครบหนึ่งฤดูกาล คำพูดสั้น ๆ ของเขากลับกลายเป็นประโยคที่ถูกหยิบมาพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ตั้งแต่วันนี้ การอำลาของผมได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว”

ในวันนั้น แทบไม่มีใครมองว่ามันคือคำประกาศจริงจัง ฝั่งสโมสรเองก็ไม่ได้ตั้งความหวังเกินไปนัก เป้าหมายหลักคือการยกระดับทีมภายในสัญญาแรก 3 ปี ส่วนความสำเร็จที่มากกว่านั้นถือเป็นกำไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น กลับเกินกว่าคำว่า “คาดหวัง” ไปไกลมาก

เป๊ปไม่เพียงอยู่ครบสัญญา เขาเลือกปักหลักยาวเกือบสิบปี และสร้างหนึ่งในจักรวรรดิฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ลีกสูงสุดอังกฤษ แชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัย พร้อมถ้วยรางวัลอีกนับไม่ถ้วน และจุดสูงสุดคือ ทริปเปิ้ลแชมป์ ปี 2023 ที่ยกระดับแมนฯ ซิตี้จากทีมลุ้นแชมป์ ให้กลายเป็นสโมสรระดับตำนานอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาลปัจจุบัน บรรยากาศเริ่มไม่เหมือนเดิม แหล่งข่าวหลายสำนักชี้ตรงกันว่า นี่อาจเป็นฤดูกาลสุดท้ายของเป๊ปในถิ่นเอติฮัด และครั้งนี้ไม่ใช่แค่กระแสลอย ๆ เพราะสโมสรเองก็เริ่มวางแผนสำหรับโลกที่ไม่มีเขายืนคุมข้างสนามแล้ว

หากวันนั้นมาถึงจริง สิ่งที่เป๊ปทิ้งไว้ ไม่ได้มีแค่ตู้ถ้วยที่แน่นจนแทบไม่มีที่วาง แต่คือ การเปลี่ยนโฉมฟุตบอลอังกฤษทั้งระบบ
ตอนเขาเข้ามาในปี 2016 แนวคิดการครองบอล เล่นกับพื้น และการสร้างเกมจากแนวหลัง เคยถูกตั้งคำถามว่าจะอยู่รอดในลีกที่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วและความดุดันได้อย่างไร

แต่ปัจจุบัน แนวคิดเหล่านั้นกลายเป็น “มาตรฐานใหม่” ของพรีเมียร์ลีก แทบทุกทีม ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ต่างได้รับอิทธิพลจากฟุตบอลแบบเป๊ป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการยืนตำแหน่ง การใช้พื้นที่ หรือการให้ผู้เล่นเข้าใจเกมมากกว่าบทบาทตายตัว

เขายังพิสูจน์ให้เห็นว่า ความสำเร็จไม่ได้มาจากการทุ่มเงินซื้อซูเปอร์สตาร์เพียงอย่างเดียว เพราะหากมองไปยังทีมที่ใช้เงินใกล้เคียงกันแต่ไม่ประสบผลลัพธ์ จะเห็นชัดว่าความต่างอยู่ที่ “กระบวนการ” และ “รายละเอียด” ที่เป๊ปใส่ลงไปในทุกองค์ประกอบของทีม

เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี้, แบร์นาร์โด้ ซิลวา หรือ เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ ล้วนเป็นนักเตะระดับโลก แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขากลายเป็นฟันเฟืองของทีมที่แทบไม่เคยพัง คือระบบที่ถูกออกแบบมาอย่างแม่นยำ และมาตรฐานที่ไม่เคยผ่อนลงเลยแม้แต่น้อย
การคว้าแชมป์ลีก 6 จาก 7 ฤดูกาล คือหลักฐานที่ไม่ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม

แม้ในช่วง 1–2 ปีหลัง ซิตี้จะไม่ได้เหนือชั้นแบบไร้คู่แข่งเหมือนเดิม เปิดโอกาสให้อาร์เซน่อลและลิเวอร์พูลท้าทายมากขึ้น แต่เป๊ปยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการ “ถ่ายเลือด” ทีม เขาค่อย ๆ ปล่อยนักเตะรุ่นเก๋า และดันแข้งรุ่นใหม่ขึ้นมารับช่วงต่ออย่างมีแผน ไม่ใช่เพื่อระยะสั้น แต่เพื่อความยั่งยืนของสโมสร

เหตุผลของการจากลา อาจไม่ต่างจากกรณีของเยอร์เก้น คล็อปป์ ความเหนื่อยล้าจากการทำงานในระดับสูงสุดทุกวัน คือสิ่งที่เงินหรือความสำเร็จไม่อาจชดเชยได้

อีกหนึ่งมรดกสำคัญ คืออิทธิพลต่อผู้จัดการทีมรุ่นใหม่ทั่วโลก ปัจจุบัน กุนซือแถวหน้าแทบทุกคนต่างมี “DNA ของเป๊ป” อยู่ในแนวคิด ไม่ว่าจะเป็น มิเกล อาร์เตต้า, เอ็นโซ มาเรสก้า, แว็งซองต์ กอมปานี หรือ ชาบี อลอนโซ่ ซึ่งนี่คือปรากฏการณ์ที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ฟุตบอล

แน่นอนว่า ความยิ่งใหญ่ทั้งหมดนี้ยังถูกตั้งคำถามจากคดีการเงิน 115 ข้อหาที่ค้างคา และอาจส่งผลต่อภาพจำของสโมสรในอนาคต แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในสนาม คือผลงานของนักเตะและกุนซือ และเป๊ปได้พิสูจน์ตัวเองมาแล้วกับทุกสโมสรที่เขาคุม

หากวันอำลามาถึงจริง พรีเมียร์ลีกจะเกิดช่องว่างขนาดมหาศาล และนั่นจะเป็นโอกาสของทุกทีมในการทวงคืนบัลลังก์
ส่วนแฟนแมนฯ ซิตี้ สิ่งเดียวที่ทำได้ คือหวังให้ปาฏิหาริย์การต่อสัญญาเกิดขึ้นอีกครั้ง

หรืออย่างน้อยที่สุด ได้เห็นการอำลาของชายคนนี้ จบลงพร้อมถ้วยแชมป์ เพื่อปิดฉากตำนานของกุนซือผู้เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษไปตลอดกาล อย่างสมศักดิ์ศรี

ห้ามพลาด!